[Architecture World] Andalucia


เรื่อง : เมธาพร ศรีพลาวงษ์

 

ภาพจาก en.wikipedia.org

 

Architecture World วันนี้ขอนำท่านมารู้จักกับดินแดนทางตอนใต้ของประเทศสเปนที่เพียงแค่ชื่อก็พาให้หลงใหล นั่นก็คือแคว้น “อันดาลูซีอา” หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “อันดาลูเซีย” เป็นหนึ่งในแคว้นปกครองตนเองของประเทศสเปน มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในจำนวนแคว้นปกครองตนเอง 17 แคว้นอันประกอบเป็นประเทศสเปน เมืองหลักของแคว้นคือ เซบียา แคว้นอันดาลูซีอาแบ่งออกเป็น 8 จังหวัดได้แก่ อาเมเรีย กาดิซ คอร์โดบา กรานาดา อูเอลบา คาเอน มาลากา และเซวิลล์ หรือ เซบีญา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้น

อันดาลูเซีย มีอาณาเขตทางทิศเหนือติดต่อกับแคว้นเอกซ์เตรมาดูราและแคว้นคาสตีล-ลามันชา ทิศตะวันออกติดต่อกับแคว้นมูร์เซียและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศตะวันตกติดต่อกับประเทศโปรตุเกสและมหาสมุทรแอตแลนติก (ตะวันตก-ใต้) และทางทิศใต้ติดต่อกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (ใต้-ตะวันออก) และมหาสมุทรแอตแลนติก (ใต้-ตะวันตก) ทั้งสองน่านน้ำเชื่อมต่อกันโดยช่องแคบยิบรอลตาร์ (Gibraltar) ทางตอนใต้สุดซึ่งแบ่งแยกประเทศสเปนออกจากประเทศโมร็อกโกในทวีปแอฟริกา โดยอาณานิคมของสหราชอาณาจักรที่ตั้งอยู่ทางใต้มีพรมแดนร่วมกับจังหวัดกาดิซในแคว้นนี้เป็นระยะ 3 ใน 4 ไมล์

อันดาลูเซียถือเป็นพื้นที่เกษตรกรรมแบบดั้งเดิมเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น ๆ ในสเปนหรือในยุโรป อย่างไรก็ตามแคว้นนี้มีวัฒนธรรมที่หลากหลายและมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมหลายอย่างที่พบเห็นได้ทั่วไปในประเทสสเปนส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมของชาว Andalusian ซึ่งรวมถึง Flamenco (ฟลาเมงโก้) การสู้วัวกระทิง และ รูปแบบสถาปัตยกรรมของชาวมัวร์ เป็นต้น

อันดาลูเซีย เป็นพื้นที่ซึ่งมีอากาศร้อนที่สุดในยุโรป โดยเมืองเช่น คอร์โดบาและเซบียามีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 36 องศาเซลเซียสในช่วงฤดูร้อน ตอนเย็นบางครั้งอาจอยู่ที่ประมาณ 35 องศาเซลเซียสไปจนถึงเวลาเที่ยงคืน ขณะที่ช่วงเวลากลางวันอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส เซบียายังเป็นเมืองบนแผ่นดินใหญ่ที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีสูงสุดของสเปนและของยุโรป (19.2 องศาเซลเซียส) ตามด้วยอาเมเรีย (19.1 องศาเซลเซียส)

 

ภาพจาก www.citylifemadrid.com

 

ฟลาเมงโก (สเปน: flamenco) เป็นชื่อของแนวดนตรี เพลง และการเต้นรำประเภทหนึ่งจากแคว้นอันดาลูซีอา ประกอบไปด้วย "กันเต" (การร้อง) "โตเก" (การเล่นกีตาร์) "ไบเล" (การเต้นระบำ) และ "ปัลมัส" (การตบมือ) ฟลาเมงโกได้รับการอ้างถึงในวรรณกรรมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1774 โดยได้พัฒนาออกมาจากแนวเพลงและการเต้นรำของชาวอันดาลูซีอาและชาวโรมานี (ยิปซี) โดยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟลาเมงโกได้รับความนิยมไปทั่วโลกและมีการเรียนการสอนเกิดขึ้นในหลายประเทศ ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีสถาบันสอนฟลาเมงโกมากกว่าในสเปนเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งในวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 2010 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ยังได้ประกาศให้ฟลาเมงโกเป็นหนึ่งในมรดกวัฒนธรรมบอกเล่าและมรดกวัฒนธรรมที่ไม่ใช่กายภาพของมนุษยชาติ

 

ภาพจาก newsclear.posttoday.com

 

        สถาปัตยกรรม

สถาปัตยกรรมของแค้วนอันดาลูเซียมีความเป็นมาที่ยาวนานตั้งแต่ยุคโบราณและยุคโรมัน รวมถึงเมือง Phoenicians ซึ่งถือเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในคาบสมุทรไอบีเรีย บางส่วนของสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอันดาลูเซียสร้างขึ้นในยุคการปกครองของมุสลิม เช่นที่ Alhambra และมัสยิดใหญ่แห่งคอร์โดบา (Mezquita-Catedral de Córdoba)

อาลัมบรา (สเปน: Alhambra) คือ พระราชวังและป้อมปราการตั้งอยู่ที่เมืองกรานาดา สร้างขึ้นระหว่างปีค.ศ. 1248-1354 โดยกษัตริย์มุสลิมชาวมัวร์ พระเจ้าโมฮัมเหม็ดที่ 1 อิบน์ นัสร์ แห่งราชวงศ์นาสริด ซึ่งเป็นราชวงศ์ของชาวมุสลิมราชวงศ์สุดท้ายในสเปน คำว่า "อาลัมบรา" มาจากคำในภาษาอาหรับ แปลว่า "(สิ่งที่มี)สีแดง" เนื่องจากตัวป้อมปราการนั้นก่อสร้างด้วยหิน ดิน และอิฐสีแดง ส่วนอาคารอื่น ๆ ซึ่งสร้างโดยใช้ปูนขาวเป็นส่วนประกอบก็กลับเห็นเป็นสีออกแดง ๆ เช่นกัน สถาปัตยกรรมของพระราชวังอาลัมบรามีความโดดเด่นด้วยลายแกะสลักอย่างละเอียดและประณีต ทั้งผนัง เสา เพดาน โค้งซุ้มประตูต่าง ๆ ล้วนแกะสลักอย่างละเอียด นับเป็นงานศิลป์ชั้นยอดของชาวมัวร์ในยุคนั้นแม้อาลัมบราจะมีที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง แต่ก็มีระบบการจัดการเกี่ยวกับน้ำที่ดี มีการทำคูคลองส่งน้ำจากด้านล่างขึ้นมายังพระราชวังเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาด้านการชลประทานของชาวมัวร์ได้เป็นอย่างดี

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 อาลัมบราถูกทอดทิ้งจนค่อย ๆ กลายสภาพเป็นที่พักของบรรดาคนจรจัดที่มาอาศัยอยู่กันอย่างระเกะระกะ และทำให้ทรุดโทรมลงไปเรื่อย ๆ พระราชวังบางส่วนถูกทำลายเนื่องจากความไม่รู้ถึงคุณค่า อย่างไรก็ดี หลังจากที่อาลัมบราได้กลายเป็นฉากหนึ่งในนวนิยายเรื่อง Tales of the Alhambra รัฐบาลสเปนก็ได้ให้ความสนใจในการบูรณปฏิสังขรณ์พระราชวังแห่งนี้ให้กลับมามีสภาพที่ดีอีกครั้ง ทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย

 

พระราชวังอาลัมบรา เมืองกรานาดา ในแคว้นอันดาลูเซีย (ภาพจาก wikimedia.org)

 

พื้นที่ภายในลานพระราชวังอาลัมบรา (ภาพจาก www.alhambra.org)

 

พระราชวังอาลัมบรา เมืองกรานาดา ในแคว้นอันดาลูเซีย (ภาพ blog.insightvacations.com)

 

อาคารภายในพระราชวังอาลัมบรา (ภาพ blog.insightvacations.com)

 

การประดับประดาผนังและเสาในพระราชวังอาลัมบรา เมืองกรานาดาในแคว้นอันดาลูเซีย (ภาพจาก www.pinterest.com)

 

(ซ้าย) การตกแต่งด้วยกระเบื้องดินเผาของชาวมัวร์ในพระราชวังอาลัมบรา เมืองกรานาดา ในแคว้นอันดาลูเซีย (ขวา) ช่องแสงที่มีกลิ่นอายของชาวอาหรับและชาวมัวร์ พระราชวังอาลัมบรา เมืองกรานาดา ในแคว้นอันดาลูเซีย (ภาพจาก www.pinterest.com)

 

สวนภายในพระราชวังอาลัมบรา เมืองกรานาดา ในแคว้นอันดาลูเซีย (ภาพจาก www.wikimedia.org)

 

        มหาวิหารและมัสยิดใหญ่แห่งกอร์โดบา

มหาวิหารและอดีตมัสยิดใหญ่แห่งกอร์โดบา (Mezquita-Catedral de Córdoba) มีชื่อเรียกในศาสนาคริสต์ว่า มหาวิหารการอัสสัมชัญพระแม่มารี และเป็นที่รู้จักในท้องถิ่นว่า เมซกีตา-กาเตดรัล (Mezquita-catedral, มัสยิด-มหาวิหาร) ปัจจุบันเป็นแหล่งมรดกโลกร่วมกับพื้นที่ส่วนประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ในเมืองกอร์โดบา ในแคว้นอันดาลูเซีย

มีประวัติความที่เริ่มจากปีค.ศ. 768 หลังจากการรุกรานของชาวมุสลิมบนคาบสมุทรไอบีเรีย การก่อสร้างได้เริ่มขึ้นบนพื้นที่ซึ่งแต่เดิมเป็นที่ตั้งของโบสถ์แห่งนักบวช บีเซนเต มาร์ตี โดยที่โบสถ์ได้ถูกทำลายลงและสร้างมัสยิดกอร์โดบาขึ้นมาแทนที่ มัสยิดกอร์โดบาถือได้ว่าเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรกาหลิบแห่งกอร์โดบา ด้วยพื้นที่ขนาด 23,400 ตารางเมตร ทำให้เป็นมัสยิดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลกในขณะที่สร้างเสร็จ โดยอันดับที่หนึ่งเป็นของมัสยิดแห่งนครมักกะฮ์ (ภายหลังในปีค.ศ. 1588 อันดับที่สองตกเป็นของมัสยิดแห่งสุลต่านอะห์มัด ประเทศตุรกี) จนกระทั่งภายหลังชาวสเปนสามารถพิชิตดินแดนคืนได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1238 มัสยิดกอร์โดบาก็ได้กลายสภาพมาเป็นโบสถ์ มหาวิหารกอร์โดบา กลายเป็นสถานที่ซึ่งมีความสำคัญมากต่อกอร์โดบาและสถาปัตยกรรมอัลอันดะลุส เช่นเดียวกับอาลัมบรา (Alhambra)

 

มัสยิดใหญ่แห่งกอร์โดบา เมืองกอร์โดบา ในแคว้นอันดาลูเซีย (ภาพจาก www.bankbargainsspain.com)

 

มัสยิดใหญ่แห่งกอร์โดบา เมืองกอร์โดบา ในแคว้นอันดาลูเซีย (ภาพจาก www.periodistadigital.com)

 

ภาพแสดงโครงสร้างมัสยิดใหญ่แห่งกอร์โดบา เมืองกอร์โดบา ในแคว้นอันดาลูเซีย (ภาพจาก www.woowcordoba.es)

 

โดมภายในมัสยิดใหญ่แห่งกอร์โดบา เมืองกอร์โดบา ในแคว้นอันดาลูเซีย (ภาพจาก diannetho.es)

 

หอคอยในมัสยิดใหญ่แห่งกอร์โดบา เมืองกอร์โดบา ในแคว้นอันดาลูเซีย (ภาพจาก www.panoramio.com)

 

เป็นการผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรมของโรมัน ชาวอาหรับ และชาวมัวร์ บ้านในเมืองแบบดั้งเดิมสร้างด้วยผนังร่วมกันเพื่อลดการสัมผัสกับอุณหภูมิภายนอกที่สูง กำแพงด้านนอกที่เป็นของแข็งจะทาสีด้วยวิธีผสมกับมะนาวเพื่อลดความร้อนจากแสงอาทิตย์ ซึ่งสอดคล้องกับภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศ โดยมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่บริเวณหลังคาเป็นระเบียงหรือที่เป็นกระเบื้องดินเผาลดความร้อนที่เรียกว่ากระเบื้องดินเผาโรมันแบบ imbrex และ tegula

 

ภาพจาก www.cravenmuseum.org

 

องค์ประกอบหลักบางส่วนได้รับอิทธิพลจากชาวโรมัน เช่น ลานที่ล้อมรอบด้วยอาคาร หรือ ลานโล่ง โดยลานของมหาวิหารคาร์โดบามีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก มีองค์ประกอบที่สำคัญคือการตกแต่งด้วยเหล็กดัด ตะแกรง และกระเบื้อง ที่รู้จักในนาม Azulejos กล่าวคือ การประดับด้วย แผ่นกระเบื้องเคลือบ ซึ่งงานศิลปะกระเบื้องถูกแนะนำให้รู้จักกันในสเปนในศตวรรษที่ 15 โดยชาวมัวร์ผู้มีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบที่ซับซ้อน อย่างกระเบื้องโมเสคลวดลายเรขาคณิตสำหรับประดับบนกำแพงพระราชวัง การจัดสวน ทำให้ที่อยู่อาศัยโดยทั่วไปมีการตกแต่งที่ฟุ่มเฟือยมากขึ้น เกิดเป็นวัฒนธรรมการตกแต่งด้วยดอกไม้ น้ำพุ สระน้ำและลำธาร นอกเหนือจากองค์ประกอบทั่วไปเหล่านี้แล้วยังมีรูปแบบสถาปัตยกรรมท้องถิ่นที่เฉพาะเจาะจงเช่นหลังคาแบบ roof และระเบียงที่ยื่นออกจากตัวอาคารของเมือง Alpujarra อาคารเมือง Guadix และ Granada's Sacromonte หรือแม้แต่สถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมของ Marquisate ในเมือง Zenete

 

ภาพจาก www.aroofing.com

 

เมือง Alpujarra (ภาพจาก en.wikipedia.org)

 

เมือง Alpujarra (ภาพจาก diy.myfeed.info)

 

เมือง Guadix (ภาพจาก en.wikipedia.org)

 

สถาปัตยกรรมในแคว้นอันดาลูเซียถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดและเป็นรากฐานของสถาปัตยกรรมแบบสเปน (Spain Architecture Style) จนไปถึงสถาปัตยกรรมแบบแคริฟลอเนียตอนใต้ของอเมริกา (Southern California Architecture Style) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ชาวไทยเราพบเห็นและคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่งในหมู่บ้านราคาแพง หรือสถานที่ที่มีการตกแต่งประดับประดาหรูหรา คอยติดตามกันในครั้งหน้านะครับกับ Architecture World

 

“สถาปัตยกรรมที่สวยงามบอกเล่าเรื่องราวจากอดีต ผ่านเรื่องราวแห่งวิถีชีวิตและวัฒนธรรม”

 

เกี่ยวกับผู้เขียน :      ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เธียรา เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด

                              อ่อนนุช 2 สวนหลวง กรุงเทพฯ

                              ข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 08 1308 1134, 08 0987 9034