“ได้มาต้องรักษาไว้” แต่ “เสียแล้วให้เสียไป” กับ ประเสริฐ ฤทธิ์สำเริง


เรื่อง : มองข้างทาง | ภาพ : ยุทธนา สิงห์สาย

 

บ้านเศษไม้ในสวน ณ ซอยประวิทย์และเพื่อน 3 ถ.อุดมสุข ของอ.ประเสริฐ ฤทธิ์สำเริง ซึ่งปัจจุบันต้องถูกรื้อออกไปเนื่องจากเหตุเพลิงไหม้ โดยต่อไปอาจารย์จะซ่อมแซมห้องน้ำและแพนทรีสำหรับล้างจานให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง จากนั้นจะทำหลังคาคลุมเพื่อกันแดดกันฝน

 

อาจารย์ประเสริฐ ฤทธิ์สำเริง หรือ “อาจารย์เจ๋ง” เป็นหนึ่งในผู้ที่พวกเราทีมงาน Home & Resort ให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก เนื่องจากท่านคอยให้คำแนะนำ ข้อคิด รวมถึงสอนปรัชญาชีวิตให้กับพวกเรามาโดยตลอด เนื่องจากชายหนุ่มในร่างชราวัยย่าง 73 ผู้นี้ผ่านประสบการณ์ทั้งงานสร้าง ดูแล และบูรณอาคารที่อยู่ภายใต้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทั้งยังทำงานด้านพัฒนาปรับปรุงบ้านเมืองให้กับหน่วยงานของรัฐ หลังจากเกษียณท่านก็ยังเป็นนักเคลื่อนไหวภายใต้ สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม (SCONTE) อีกด้วย สำหรับคราวนี้เรามาจิบน้ำชากับอาจารย์ประเสริฐเพื่อขอให้ท่านเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ บ้านเศษไม้ในสวน บ้านสำหรับพักผ่อนหย่อนใจของอาจารย์ซึ่งถูกเพลิงไหม้ไปเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้นอกจากอาจารย์จะต้องสูญเสียบ้านพักที่สร้างขึ้นมาเองกับมือแล้ว ยังสูญเสียของสะสมกับหนังสือจำนวนมากที่ตั้งใจสะสมไว้เพื่อจะนำไปจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเล็ก ๆ อีกด้วย เพราะเราเชื่อว่าอาจารย์จะต้องมีข้อคิดสอนใจดี ๆ ให้เราจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างแน่นอนครับ

 

Q : จุดเริ่มต้นของที่ดิน 144 ตารางวาผืนนี้ย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้วคืออะไรครับ?

A : ที่ดินตรงนี้แรกเริ่มก็ถมก่อน เมื่อก่อนเป็นท้องนา แล้วก็ปลูกต้นไม้ ไม่ได้ตั้งใจอยู่ตรงนี้หรอก อาจารย์ชอบไทรก็เลยปลูกไทรก่อน อยากทำป่ากลางเมืองให้คนได้หายใจ

 

Q : แล้ว บ้านเศษไม้ในสวน ถือกำเนิดขึ้นมาได้ยังไงครับ?

A : ก็เริ่มทำ 2540 มันโดยบังเอิญเพราะว่าอาจารย์ทำงานแล้วก็ได้ไปรื้อบ้านคนนู้นมา รื้อบ้านคนนี้มา มันก็มีไม้เหลือ เฟอร์นิเจอร์เหลือเยอะมาก เสียดาย เลยลุกขึ้นมาทำ แล้วก็เรียกมันว่า บ้านเศษไม้ เพราะถ้าเราดูดี ๆ ไม้มันจะไม่เป็นชิ้นเป็นอันนะ คานแต่ละชิ้นต่อแหลกลาญ ไม่ใช่ไม้สวย ๆ ไม้วงกบบ้างอะไรบ้าง เอามาทำคาน ทำตง ทำจันทัน ส่วนหนึ่งก็มีของทรัพย์สินฯตอนที่เราซ่อมวัง จะมีไม้เหลือทิ้ง แล้วเราก็ประมูลมา เขาให้ประมูลเพราะเขาไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน เฉพาะจากทรัพย์สินฯนี่ก็เยอะมากแล้วนะ เฉพาะไม้ระแนงหลังคาเมื่อก่อนเป็นไม้นิ้ว ไม้นิ้วครึ่งทั้งนั้นเลย เป็นไม้สักด้วย

ก็ทำไปเรื่อย ๆ นะ แล้วหลังนั้นทุกอย่างมันได้จากของเหลือใช้ อย่างไม้พื้นที่อาจารย์เอาไม้ระแนงนิ้วต่อหมดเลยนะ สวยมาก พูดแล้วก็เสียดาย แล้วบังเอิญหลังนั้นได้กระเบื้องดินเผามา ช่วงนั้นกระเบื้องดินเผามันเริ่มเข้ามา คือเราเป็นคนเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาให้ทรัพย์สินฯ ก็ให้บริษัทกระเบื้องช่วยสั่งกระเบื้องจากเมืองนอกเข้ามาให้ เราก็เอากระเบื้องหลังคาของทรัพสินฯไปให้เขาดูเป็นตัวอย่างว่าสามารถสั่งได้ไหม เขาบอกว่าแบบมันมีอยู่ เป็นของฝรั่งเศส ก็เลยสั่งเข้ามา คือเขาต้องสั่งมาขายอยู่แล้ว แต่ล็อตนั้นมันเหลือไม่พอสำหรับบ้านหลังใหญ่ แต่มันพอสำหรับบ้านเรา ขนาดแค่ประมาณ 7 x 8 เมตร เขาเลยขายให้อาจารย์ถูก ๆ

ก็ตั้งใจทำเป็นแค่ห้องใต้หลังคา ไม่ได้ตั้งใจทำเป็นบ้านอยู่ ใต้ถุนจะโล่งหมด มีแค่ห้องน้ำ แพนทรีสำหรับล้างถ้วยล้างชาม เวลามีแขกเหรื่อมาเราก็รับแขกได้

 

Q : 20 ปีที่ผ่านมาอาจารย์ได้ใช้บ้านหลังนั้นทำอะไรบ้างครับ?

A : ส่วนใหญ่ใช้เป็นที่สำหรับเด็กมาเขียนรูป เด็กในซอยเนี่ยแหละ เขาจะมากันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีแล้วเพราะเด็กในตอนนั้นก็โตกันหมด คือเป็นเด็กตั้งแต่เมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว รุ่นสุดท้ายตอนนี้เรียนม.6 แล้ว คือไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวหรอก เราเห็นเด็กแถวนี้เราก็ชวนมา ถามว่า ใครอยากเขียนรูป อยากเรียนศิลปะ ถ้าอยากเรียนเสาร์-อาทิตย์มากันนะ ก็มากันเป็นสิบ เขาไปชวนเพื่อน ๆ ต่ออีกที มีเด็กพม่าด้วยนะ คือเด็กมันไม่รู้จะไปไหน พอมาอยู่กับเราเราก็หลอกเอาหนังสือให้เขาอ่านบ้าง แล้วก็เอากระดาษให้ เอากระดานสเก็ตช์ให้ เอาสีให้ บางทีก็เลี้ยงขนมข้าวต้ม ตอนนี้ถ้าอาจารย์อยากจะกลับมาทำอีกก็น่าจะชวนเด็กได้แต่เราไม่ค่อยมีเวลา ไปงานประชุมมั่ง งานอีเวนท์มั่ง

แล้วผู้หลักผู้ใหญ่มาที่นี่บ่อย อย่างท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ก็มาที่นี่ มานั่งคุยกันใต้ถุนบ้านนี่แหละ ท่านมาดูรูปปั้นอาจารย์ปรีดีที่อาจารย์รับปั้นให้ ท่านก็มาตรวจงาน อาจารย์สุรักษ์ ศิวลักษณ์ ก็เคยมากินข้าวที่นี่ ใต้ถุนบ้านเลย คือเวลามีแขกมาอาจารย์จะต้อนรับที่ใต้ถุนบ้านนั้น นอกจากนี้ก็มีอย่าง รัตยา จันทร์เทียน แล้วบางทีก็มีสมาคมต่าง ๆ มาขอประชุม นั่งคุยกัน 10-20 คน บางทีมันก็สะดวก ไม่เสียเงิน ไม่ต้องไปเช่าโรงแรม อย่าง สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม (SCONTE) ที่อาจารย์ทำงานอยู่ แล้วบางทีก็มีพวกกลุ่มเคลื่อนไหวที่เขาอยากจะมาคุยกับอาจารย์เขาก็มาขอใช้พื้นที่ที่นี่คุย

แต่ส่วนใหญ่แล้วมันก็คือที่ที่เราพักผ่อน มาปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ ช่วงเช้า ๆ อาจจะออกกำลังกายบ้าง คือบ้านเราอยู่ทาวน์เฮ้าส์ฝั่งตรงข้ามใช่มั้ย ที่นี่มันก็เลยเหมือนปอดของเรา ก็จะมาตอนเช้า แล้วข้ามกลับไป แล้วก็จะมาอีกทีตอนบ่ายบ้าง เย็นบ้าง มานอนพัก อยู่จนถึงค่ำ แล้วก็ปิด แล้วข้ามกลับไปกินข้าวเย็น พักผ่อน

 

Q : เรื่องที่อาจารย์คิดว่าน่าประทับใจเกี่ยวกับมันคืออะไรครับ?

A : มันเป็นความน่ารักของสิ่งที่คิดว่าเราได้สร้างอะไรจากของเหลือใช้ แม้มันจะไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรมาก เป็นที่เก็บหนังสือ เก็บของที่เราเตรียมจะเอาไปทำห้องสมุด ทำพิพิธภัณฑ์ แล้วมันมีอะไรที่เราทำที่อาจจะดูเหมือนของเล่นแต่ก็มีอะไรที่ให้คนเรียนรู้ได้ ของทุกอย่างเราไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งหมดถ้าเรารู้จักรีโนเวท รีไซเคิล แล้วของอะไรที่มันเป็นงานศิลปะ งานหัตถกรรม เราก็เอามาเก็บมาแขวนเอาไว้ ให้ใครต่อใครเขาเห็นว่าของอย่างนี้มันมีคุณค่าทางศิลปะนะ แล้วก็คนหลาย ๆ คนเวลาเขาแวะมาเยี่ยมมาเยียนเราก็เอาไว้เป็นที่แลกเปลี่ยนความคิด ความรู้

คืออย่างน้อยก็มีที่สำหรับต้อนรับผู้หลักผู้ใหญ่ เขามาโดยบังเอิญ ไม่ได้มาเพราะว่าตั้งใจมา แล้วพอเขามาเห็นเขาก็ชอบ ว่า เออ กลางเมืองแบบนี้ในซอยมันยังมีพื้นที่สีเขียวซึ่งไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ ไม่ได้เอาไปทำเป็นธุรกิจ ถ้าทุกเราเอาไปสร้างอาคารหมด ไม่มีที่ให้ต้นไม้อยู่ ไม่มีที่ให้พักสายตาของคนเลยเนี่ย คิดดูซิว่าบ้านเมืองมันจะเป็นยังไง อย่างน้อยที่สุดที่นี่มีต้อนไม้อยู่ขนาดนี้ บนพื้นที่ร้อยกว่าตารางวา มันก็ทำให้คนที่เดินผ่านมาได้พักหายใจบ้าง ได้สูดอากาศดี ๆ บ้าง

 

Q : หลังจากที่เกิดไฟไหม้ ของชิ้นไหนในบ้านหลังนั้นที่อาจารย์รู้สึกเสียดายมากที่สุดครับ?

A : หนังสือซึ่งเพื่อนให้มา London News อายุร้อยกว่าปี ไม่ต่ำกว่าร้อยยี่สิบปี ที่ไฟไหม้ไป แล้วเฟอร์นิเจอร์ก็เป็นเฟอร์นิเจอร์เก่าทั้งนั้นเลย ซึ่งประมูลมาจากวังเก่า แล้วเราเองก็ยังใช้งานมันอยู่

 

Q : เหตุผลที่อาจารย์ชอบสะสมของเก่า ๆ คืออะไรครับ?

A : คือคนสมัยก่อนเวลาเขาทำอะไรแต่ละอย่าง เขาใส่ความงามเอาไว้ แต่ว่าคนปัจจุบันนี้ไม่ค่อยคิดถึงเรื่องความงาม คิดถึงเรื่องความง่าย สุดท้ายก็มักง่าย แล้วก็ไปหลงไหลอะไรที่ไม่รู้คุณค่า รู้แต่มูลค่า

คือเราต้องเข้าใจว่าชิ้นงานแต่ละชิ้นมันมีวิญญาณ เราอย่าคิดว่ามันเป็นแค่ชิ้นงาน ถ้าเราคิดถึงเขาว่าเขามีคุณค่านะ เขารับใช้เรานะ นั่นก็คือวิญญาณของเขา แล้วถ้าเรารู้คุณค่าของเขาเนี่ย เราก็จะรักเขา เราก็จะทะนุถนอมเขา อาจารย์ใช้รถมา 6 คันไม่เคยขายสักคัน แต่พอวันหนึ่งมันเยอะเกินไป คนนี้อยากได้ คนนั้นอยากได้ เอาไปนะ เอาไปใช้ให้คุ้ม พอมึงมีรถใหม่ก็เอาคันนี้มาคืนกู เพราะกูรักมัน มันอยู่กับกูมา ใช้ชีวิตร่วมกับกูมา พอพูดอย่างนี้ก็เหมือนเราบ้า แต่สุดท้ายถึงเราจะไม่ใช่คนรวย เราไม่ใช่คนที่มีเงินเยอะ ที่จะสามารถเปลี่ยนรถได้ทุกวัน แต่รถทุกคันหรือของใช้ของอาจารย์แต่ละชิ้น มันอยู่กับอาจารย์จนกระทั่งมันหายไปเอง เหมือนกับที่อยู่จนไฟไหม้ไปเลยที่บ้านหลังนั้น นั่นแหละมันถึงได้จากเราไป แล้วมันกลายเป็นสิ่งที่สามารถเล่าอะไรให้คนอื่นฟังต่อได้

 

Q : อาจารย์ดูเป็นคนรักของทุกชิ้น แต่อาจารย์กลับบอกพวกเราว่าทุกอย่างที่ไฟไหม้ไปอาจารย์ไม่เสียดาย

A : ทุกอย่างมันต้องตัดเป็น มันขัดแย้ง แต่เราก็ต้องรู้ว่าอะไรที่มันเสียไปแล้วหรือหายไปแล้ว มันไม่สามารถกลับมาได้ เราอย่าไปยึดติด แต่วันที่เขายังอยู่กับเรา เราต้องทะนุถนอมเขาไว้ให้ถึงที่สุด

 

ร่องรอยที่ยังหลงเหลือจากเหตุการณ์เพลิงไม้ยังคงมีให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ตัวบ้านเคยตั้งอยู่ ต้นไม้ ผลงานศิลปะ ของสะสม และหนังสือ ที่ถูกเพลิงไหม้แต่ยังสามารถคงสภาพไว้ได้บางส่วน

 

Q : แล้วบ้านหลังใหม่นี้มีที่มายังไงครับ?

A : อาจารย์อยากทำมานานแล้ว เพราะอยากจะได้ชั้นบนแบบนี้เป็นที่เขียนรูป ส่วนหลังก่อนเอาไว้แค่รับแขก เพราะหลังคามันเตี้ย ชั้นบนใช้งานได้ไม่เต็มที่ แล้วหลังนี้ข้างล่างก็เอาเป็นที่จอดรถได้ เมื่อก่อนต้องจอดใต้เตนท์ อนาคตชั้นล่างอาจจะกั้นห้องไว้อยู่อาศัยตอนแก่ขึ้นลงไม่ไหว ทำห้องน้ำเพิ่ม แต่ตอนนี้ก็เอาแค่นี้ก่อน จุดสำคัญคือหนึ่งเราได้ใช้เป็นที่เขียนรูป อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ จดบันทึก อาจารย์เป็นคนชอบทำ มันไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย เราทำอาคารหลังนึงขึ้นมาที่ใช้งานได้แบบนี้อย่างมากก็ 4-5 แสนบาท ซึ่งทั้งปีถ้าเราไม่ไปไหน ไม่ไปเที่ยวไปเตร่ กินเหล้าเมายา เฮฮาปาร์ตี้ ก็เอาเงินมาทำตรงนี้ ของเล่นของเรา แล้วแต่จะคิดว่าเราจะทำอะไร เราไม่ต้องไปแข่งขันกับใคร อีกอย่างเราก็จะได้เอาของที่เรามีเหลือจากที่สะสมไว้ พวกเศษไม้ต่าง ๆ พวกเฟอร์นิเจอร์ เอามาใช้ให้หมด

ถ้าเราไปทำเป็นบ้านมีข้างฝา มีหน้าต่าง มันจะแพง ดูแลรักษายาก ทำแบบนี้เราได้ลม ได้แสง ได้การถ่ายเทของอากาศ ลมจะมาตั้งแต่จั่วบน แล้ว flow หมด เวลานั่งอยู่ในนี้จะรู้สึกไหมว่าร่างกายเราจะรุม ๆ ด้วยเหงื่อ แต่มันไม่ได้ร้อนจนเหลือทน รู้สึกไหมว่านี่คือการรักษาร่างกายเราโดยเราไม่รู้ตัว ร่างกายเราต้องมีเหงื่อออกบ้างจะได้มีการระบาย เหมือนเวลาอาบน้ำต้องมีขี้ไคล ถ้าไม่มีถือว่าป่วย เซลล์ไม่ทำงาน เราอาจจะไม่ใช่หมอ แต่เราดูแลรักษาตัวเราเองได้ ก็มีสติไง อาณาปานสติ คือ ลมหายใจเข้า-ออก

 

Q : อาจารย์บอกว่าเคยมีคนมาขอซื้อที่ดินแปลงนี้ ซึ่งถ้าขายก็คงได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท แต่อาจารย์ก็ไม่ขาย และไม่เคยเอามันมาใช้หากำไรให้ตัวเองด้วย

A : หลายครั้งที่พอคนแถวนี้เขารู้ว่ามีคนจะมาขอซื้อที่ เขาก็บอกว่าอาจารย์อย่าขายนะ อาจารย์พูดเล่นเสมอเวลาทีวีมาสัมภาษณ์ ว่าเวลาใครเดินผ่านข้างหน้าขอ 5 บาทได้ไหม มูลค่าที่ดินที่เราลงทุนไปครั้งแรกมันไม่เท่าไหร่หรอก มันแค่ขึ้นไปตามวันเวลา แต่ต้นไม้แต่ละต้นเดือนหนึ่งเรารดน้ำไปหมดเป็นพัน แต่เราก็ไม่ได้คิดว่าทำให้คนอื่นฟรี ๆ เราคิดว่าสิ่งที่เราได้มามันคุ้มแล้ว เอาง่าย ๆ ก่อน ความเห็นแก่ตัวเรามี อย่างน้อยที่สุดเราได้ ได้พักผ่อน ได้อยู่กับตัวเอง ถ้าเราขายที่ตรงนี้ไปก็เหมือนกับเราต้องขังตัวเองอยู่ในบ้าน แล้วเราจะเอาที่ไหนให้เราได้พักผ่อน ได้รีแลกซ์ ได้ทำอะไรอย่างที่เราอยากทำ เราเป็นคนใช้เงินไม่เป็น ต่อให้เรามีเงินเยอะ ๆ เราก็ไม่มีความสามารถที่จะไปเอากำไรจากเงินได้เลย เพราะเราไม่ใช่นักธุรกิจ ไม่ทำ เพราะมันทุกข์

บ้านพักที่ต่างจังหวัดเราก็มีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องเอาเงินจากการขายตรงนี้ไปทำอีก เพราะเราก็สะสมมาตั้ง 24 ปี คือการทำอะไรของอาจารย์มันมีแผนอยู่ในใจหมด มีวิญญาณของมันอยู่หมด ที่จริงทั้ง 2 ที่มันก็เหมือนกันนะ มันคือวิญญาณอันเดียวกัน แต่อย่าลืมว่าชีวิตเราอยู่ในเมืองมา 50 กว่าปี เรามันคนติดคุก ออกไม่เป็น ยังไงซะการไปไหนมาไหนความสะดวกสบายมันก็ยังมีมากกว่า แต่ที่กบินทร์นั่นก็แค่ส่วนหนึ่งที่เราทำเอาไว้เป็นที่สนองความต้องการของเราเอง

สิ่งที่เราทำคือเราสนองความต้องการของเรา แต่ไม่ใช่กิเลส เพราะฉะนั้นต้องอย่าไปสร้างกิเลสให้กับคนอื่น เราอยู่ของเราไปวัน ๆ สบาย หิวก็กิน ง่วงก็นอน ดูแลสุขภาพร่างกาย ไม่เบียดเบียนคนอื่น เรื่องของคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องของเรา แต่ถ้ามีใครเดือดร้อนมา ต้องการความช่วยเหลือ ถ้าไม่เกินกำลังเราก็จะช่วย

 

Q : ถึงจะพูดแบบนี้แต่ที่จริงอาจารย์เป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นมาก ๆ

A : อาจารย์เชื่อนะว่าบุญกรรมมีจริง ถึงวันหนึ่งที่อาจารย์ไม่มีอะไรเลย แล้วอาจารย์อยากจะได้อันนี้ อยากจะได้อันนั้น อาจารย์จะต้องช่วยเหลือคน แล้วเงินมันมาเอง ไม่รู้มาจากไหน แล้วเราก็ไม่คิดถึงมัน เราทำไปแล้วก็จบ

ที่เราทำได้เพราะเราพร้อม และไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่มีอย่าทำ ไม่มีเงินอย่าทำเพราะเราอยู่ในโลกของเงินตรา อาจารย์พูดกับน้องนุ่งของอาจารย์ทุกคนที่ทำตัวเหมือนเป็นผู้เสียสละตัวเอง ทำงานให้กับสังคมอย่างนู้นอย่างนี้ แต่เวลามึงเดือดร้อนมึงมาหากูทุกคนเลย มึงยังช่วยตัวเองไม่ได้แล้วไปช่วยคนอื่นเขาทำไม เราต้องช่วยตัวเองให้ได้ก่อน ก่อนที่จะคิดไปช่วยคนอื่น อย่าเบียดเบียนใคร

 

อาจารย์ประเสริฐกับชายคาพักผ่อนหย่อนใจหลังใหม่ที่สร้างเสร็จไปเมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของอาจารย์เอง

 

Q : อะไรคือสิ่งที่อาจารย์ต้องการในวัยนี้ของชีวิตครับ?

A : อาจารย์หลบเรื่องชื่อเสียง หลบเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ หลบเรื่องความร่ำรวยจนเกินตัว หลบเรื่องการที่จะให้คนอื่นเขาต้องมายกย่องเรา เทิดทูนเรา ไม่จำเป็น ลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่ใช่ของสำคัญสำหรับชีวิต เรารู้อยู่ว่ามันไม่ใช่ของแท้ อย่าไปต้องการมัน เอาแค่พอ ทุกอย่างต้องพอดี เราพูดไปเขาก็หาว่าเราตอแหล ฉะนั้นอย่าพูด ทำ พูดพันคำไม่เท่ากับทำให้ดูครั้งเดียว

โฮจิมินก็บอกว่า ปลูกต้นไม้ต้องปลูกสิบปี ปลูกคนต้องปลูกร้อยปี วันนี้อาจารย์ก็พยายามที่จะปลูกทั้งต้นไม้ ปลูกทั้งคน ในโอกาสที่เหมาะสม น้ำดี ดินดี แต่ถ้าเราเข้าไปตรงนั้นแล้วน้ำมันเน่าเราก็อย่าไปยุ่งกับมัน เดี๋ยวเราจะตายไปด้วย ก็คือรับกิเลสตัณหาเข้าไปด้วย

 

Q : อาจารย์คาดหวังกับพื้นที่ตรงนี้ไหมครับ ว่าในอนาคตมันจะเป็นอะไร?

A : ไม่รู้ ไม่ได้คิดไว้ วันนี้คือวันนี้ พรุ่งนี้คือพรุ่งนี้ เมื่อวานผ่านไปแล้ว ไฟไหม้บ้านก็ผ่านไปแล้ว ของที่อยู่ในนั้นทั้งหมดเสียไปแล้ว ไม่ต้องคิด

 

สถานที่ :                 บ้านเศษไม้ในสวน

                              ซ.ประวิทย์และเพื่อน 3 พระโขนง กรุงเทพฯ